วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและข้าว
เลขที่ 40 หมู่ที่ 8 ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท
วิสัยทัศน์
“ปลูกข้าวไว้กิน เหลือกินค่อยขาย หมู่เฮาร่วมใจ พึ่งพาตนเอง”
ความเป็นมา
อำเภอเนินขาม เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอหันคา ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การปกครองออกมา ตั้งเป็น กิ่งอำเภอเนินขาม ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2540 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ปีเดียวกัน และในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 จึงมีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็น อำเภอเนินขาม โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนปีเดียวกัน มีพื้นที่ประมาณ 168,750 ไร่ หรือ 270 ตารางกิโลเมตร อำเภอเนินขาม ห่างจากอำเภอหันคาประมาณ 12 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดชัยนาทประมาณ 50 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 196 กิโลเมตร ประชาชนมีอาชีพหลัก คือ เกษตรกรรม ได้แก่ ทำไร่ ทำนา และเลี้ยงสัตว์ โดยมีพื้นที่การเกษตรประมาณ 162,870 ไร่ แต่มีปัญหาที่สำคัญในการทำการเกษตร คือ การขาดแคลนน้ำเนื่องจากมีพื้นที่เป็นที่ราบสูง อยู่นอกเขตชลประทาน และไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ประชาชนอำเภอเนินขามยังมีอาชีพเสริมคือ การทอผ้า ดังคำขวัญอำเภอที่ว่า “สินค้าพื้นบ้าน หมอนขวานหลากสี ผ้าไหมชั้นดี มัดหมี่สวยงาม เนินขามบ้านเฮา”
หลักคิด
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและข้าว เกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชน เพื่อทำกิจกรรมผลิตปุ๋ยอินทรีย์เป็นลำดับแรก เนื่องจากเกษตรกร หมู่ที่ 8 บ้านบ่อม่วง ตำบลสุขเดือนห้า ต้องการ ลดต้นทุนการผลิตโดยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง จากวัสดุที่มีในท้องถิ่น พัฒนาจากลักษณะผงเป็นการผลิต เป็นเม็ด โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณจากโครงการอยู่ดีมีสุข เป็นเงิน 119,000 บาท (ปี 2550) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจำนวน 1 ชุด ต่อมาได้รับการจัดสรรงบประมาณจากโครงการหมู่บ้าน/ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเงิน 200,000 บาท เพื่อสร้างอาคารโรงเรือน จำนวน 1 หลัง พร้อมจัดซื้อวัสดุในการผลิต และในปี 2551 ได้รับจัดสรรงบประมาณจากโครงการอยู่ดีมีสุขเป็นกรณีพิเศษ เป็นเงิน 1,000,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และสร้างโรงเรือนเพื่อเก็บปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุ จำนวน 1 หลัง รวมทั้งลานปูนซีเมนต์ขนาด 800 ตารางเมตร จำนวน 1 ล้าน หลังจากนั้นสมาชิกในกลุ่มฯ ได้เล็งเห็นว่ากิจการของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในระดับดี ประกอบกับมีลานปูนซีเมนต์ และสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อนำข้าวเปลือกไปสีกับโรงสีข้าวเคลื่อนที่ในหมู่บ้าน ดังนั้น จึงต้องการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกในครัวเรือน จึงคิดต่อยอดกิจการโดยการจัดตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อรับบริการสีข้าวเปลือกแก่เกษตรกรในชุมชน และชุมชนใกล้เคียง โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 ปี 2554 จำนวนเงิน 517,900 บาท (เครื่องสีข้าวพร้อมอาคารโรงเรือน) และได้ดำเนินการขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ชื่อ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารและข้าว รหัสทะเบียนเลขที่ ๑-๑๘-๐8-๐3/๑-๐๐๐4 โดยมีสมาชิกเริ่มก่อตั้ง 12 รายซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 79 ราย
จุดเด่น
ข้อดีหรือลักษณะเด่นของกลุ่ม กลุ่มดำเนินกิจการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เน้นปลูกข้าวและสีข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนมากกว่าการสีข้าวเพื่อจำหน่าย จึงเชื่อมั่นได้ว่าปลอดภัยจากสารพิษ เมื่อเหลือจึงนำไปจำหน่ายต่อไป นอกจากนี้กลุ่มยังถ่ายทอดให้ความรู้และเทคนิคในการตากข้าวเพื่อให้ได้ปริมาณข้าวต้นเพิ่มขึ้น มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สมาชิกให้ความร่วมมือในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการดำเนินกิจการกลุ่ม สมาชิกทุกคนช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน มีการปกครองแบบเครือญาติที่มุ่งเน้นความสุขของชุมชนเป็นหลัก พึ่งพาตนเอง มีการสร้างรายได้ ในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่เน้นผลกำไรมากนักและไม่สนับสนุนการก่อหนี้ กลุ่มมีความเข้มแข็งสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับของชุมชน
ปัจจุบันกลุ่มมีหุ้นดำเนินกิจการจำนวน 1,032 หุ้น เงินทุนหมุนเวียน 209,866 บาท สามารถสรุปผลการประกอบกิจการรายปีได้อย่างต่อเนื่องทุกปี มีการกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ดังนี้
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทุน
1. ส่งเสริมให้มีการสะสมทุนวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบที่หลากหลาย
2. ให้มีการพัฒนาระบบการจัดการและการฟื้นฟูทรัพยากรภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชน
3. ให้มีการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานเทคโนโลยีในการพัฒนา
4. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทุนชุมชน
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน
1. ให้มีการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และเครือข่ายชุมชนอย่างสัมพันธ์กัน
2. ให้มีการบริหารจัดการเชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชนภายใต้ระบบเศรษฐกิจชุมชน
3. ส่งเสริมพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน
4. ให้มีการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและสมาชิกสามารถตรวจสอบกันเองได้
ยุทธศาสตร์การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้
1. ให้มีการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนประเภททดแทนการนำเข้าจากภายนอกชุมชน
2. ให้มีการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างครบวงจร (ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง)
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน
1. กองทุนสวัสดิการของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเพื่อการช่วยเหลือพัฒนาสังคมภายในชุมชน
2. ให้มีการจัดการทรัพยากรของชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งเพื่อเป็นสวัสดิการโดยตรงและเพื่อเป็นต้นทุนหรือวัตถุดิบในกระบวนการวิสาหกิจชุมชน
3. การส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชุมชนในภาพรวม
กิจกรรมของกลุ่ม ขบวนการผลิตทุกขั้นตอนไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลผลิตของชุมชนต่อเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นอาชีพหลัก ที่มีความเชื่อมโยงเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อตอบสนองการพึ่งพาตนเองของชุมชนและทดแทนการซื้อจากภายนอก เน้นการดำเนินงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ไม่เน้นหนักในเรื่องผลกำไรแต่ต้องการให้กลุ่มอยู่ได้ด้วยตัวเอง และยั่งยืน) จากผลการดำเนินงาน กลุ่มนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้แก่เด็กนักเรียนยากจน ภายในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง ทำให้เกิดเป็นศูนย์รวมกิจกรรมในชุมชน ตามวิถีชีวิตวัฒนธรรม ประเพณี ของชุมชนสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
จากการลงพื้นที่ทำให้ทราบถึงข้อมูลและปัญหาของสินค้าและผู้ประกอบการ คือ ข้าวที่ผลิตจะมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ข้าวขาวหอมมะลิ 105 และข้าวกล้องหอมมะลิ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการให้ออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์แต่ยังคงใช้โลโก้เดิม โทนสีเดิม จึงได้ศึกษาข้อมูลของข้าวทั้ง 2 ประเภท ดังนี้
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2502 ได้พันธุ์บริสุทธิ์ข้าวขาวดอกมะลิ 4-2-105 และคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ ข้าวได้อนุมัติให้เป็นพันธุ์ส่งเสริมแก่เกษตรกร เมื่อ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 โดยเกษตรกรทั่วไปเรียกว่า [ขาวดอกมะลิ 105] ต่อมาได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว [ขาวดอกมะลิ 105] จนได้ข้าวพันธุ์ [กข 15] ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ ข้าวทั้ง 2 พันธุ์เป็นข้าวหอมมะลิไทย
ต้นกำเนิดหอมมะลิ ข้าวเป็นอาหารหลักของพลโลกมานานนับพันปี บางภูมิภาคนำข้าวไปแปรรูปเป็นแป้งเพื่อปรุงแต่งเป็นอาหาร แต่สำหรับภูมิภาคเอเชียเราบริโภคข้าวในรูปลักษณ์ดั้งเดิมและเรามีข้าวหลากหลายพันธุ์ให้เลือก แต่สำหรับประเทศไทยแล้วข้าวหอมมะลิ ถือว่าเป็นสุดยอดของข้าวและกำลังเป็นที่ต้องการของผู้นิยมบริโภคข้าวทั่วโลกในชื่อ Jasmine Rice หากย้อนไปในอดีตยังไม่มีใครรู้จักข้าวหอมมะลิ เรารู้จักแต่ข้าวขาวดอกมะลิ ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์เบาเป็นข้าวพื้นเมืองที่พบและรู้จักกันในอ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ด้วยคุณลักษณะอันโดดเด่นยามหุง กลิ่นจะหอมชวนให้รับประทานไม่เหมือนพันธุ์ข้าวใดในโลก ผู้ที่ค้นพบและทำให้ข้าวขาวดอกมะลิเป็นที่รู้จักของโลกคือ ดร.สุนทร สีหะเนิน
ข้าวหอมมะลิ ชอบ ดินปนทราย พื้นที่เป็นนาดอน ใช้น้ำฝนในการเพาะเลี้ยงนาที่ไหนเป็นอย่างนี้ จะได้ผลผลิตดีที่สุด เมล็ดข้าวจะยาว เรียว บิดนิดๆ ขาว ใส พอแกะออกมาเป็นข้าวกล้อง จะเป็นสีขาว ใส ที่สำคัญคือที่เมล็ดไม่มีท้องไข่ มีจมูกข้าวเล็ก แต่นาที่ไหนใช้การเพาะเลี้ยงแบบวิดน้ำ ก็จะได้แค่ ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมเหลือง
ข้าวหอมมะลิมีกลิ่นหอมในตนเอง เป็นกลิ่นของธรรมชาติอันบริสุทธิ์ กลิ่นเหมือนดอกมะลิ เวลาเคี้ยวเมล็ดข้าวจะนุ่มหอมอร่อยมากกว่าข้าวอื่นๆ ลักษณะของข้าวหอมมะลิไทยจะมีเมล็ดเรียวยาวสวยงาม สีขาวหรือครีมอ่อนๆ
ข้าวหอมมะลิสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู ข้าวผัด ข้าวราดแกง ข้าวมันไก่ ข้าวคลุกกะปิ ข้าวสวย ข้าวต้ม
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B4
ข้าวขาวมะลิ 105 และข้าวหอมมะลิมีความแตกต่างกันอย่างไร
ข้าวหอมมะลิ” เป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดและราคาแพงที่สุดของประเทศไทย เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศสำหรับตลาดต่างประเทศ ผู้บริโภคที่มีฐานะดี มีกำลังซื้อสูงปัจจุบันการขยายปริมาณ การส่งออกมีลู่ทางแจ่มใสกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ ปริมาณการส่งออกเพิ่มจาก 148,544 ตัน ในปี 2532 ในปี 2536 ประเทศที่เป็นลูกค้าข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา คุณสมบัติที่ส่ง ให้ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวคุณภาพสูง และข้าวเปลือกเรียวยาว ได้ขนาดมาตรฐานข้าวชั้นหนึ่ง เมื่อสีเป็น ข้าวสารจะได้ข้าว เรียว ยาว ขาวใส เป็นเงาแกร่งและมีท้องไข่น้อย ถ้าเป็นข้าวที่ข้าวสารก็มีกลิ่นหอมเมื่อหุงเป็นข้าวสุกก็จะรสชาติ ดี ข้าวหอมมะลิจัดเป็นข้าวที่มีอะมิโลสต่ำ คือ ประมาณ 12-18% ทำให้ข้าวสุกมีความอ่อนนุ่มนิ่มชื่อที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการค้าข้าวนิยมเรียกโดยเพี้ยนมากจาก “ขาวดอกมะลิ” และมีชื่อเป็นทางการว่า “ขาวดอกมะลิ 105” ซึ่งมีความหมายว่า ประเภทข้าวขาว เพราะ ข้าวเปลือกมีสีขาว หรือสีฟาง และมีกลิ่นหอม คล้ายกลิ่นดอกมะลิสำหรับหมายเลข 105 นั้น ได้มาจาก ขึ้นตอนการปรับปรุงพันธุ์
ที่มา : http://guru.sanook.com/18286/-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B4-105-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3/
ข้าวกล้องหอมมะลิแดง
ข้าวกล้องหอมมะลิแดง เป็นข้าวกล้องจากนาอินทรีย์ มีขั้นตอนการผลิตโดยใช้ปุยหมักจากธรรมชาติ น้ำหมักชีวภาพ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชใดๆ ทั้งสิ้น จะได้เมล็ดสวยงาม สีโดยไม่ขัดขาว จะได้เป็นเมล็ดข้าวสีแดงโดดเด่นกว่าข้าวกล้องทั่วไป ข้าวหอมมะลิแดง เมล็ดข้าวเรียวยาวเยื่อหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลแดงเข้ม เมื่อหุงแล้วได้เนื้อข้าวร่วน ให้รสสัมผัสคล้ายข้าวหอมมะลิที่มีความเคี้ยวมันและทรงคุณค่า โดยบริษัท เดอะสุขขะเฮ้าส์ (ไทยแลนด์) ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในระบบอินทรีย์และทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบ Fair trade กับเกษตรกรในแถบภาคเหนือตอนบนได้แก่จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง และอุตรดิตถ์
ประโยชน์ของ ข้าวกล้องหอมมะลิแดง
เนื้อเกรนของข้าวแท้ๆช่วยให้อิ่มเร็ว และอิ่มท้องนาน
ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และเปี่ยมวิตามิน B ช่วยรักษาภูมิแพ้
เต็มไปด้วยไฟเบอร์ช่วยการขับถ่ายและดูดซับไขมัน
อุดมธาตุเหล็กและทองแดงที่ช่วยบำรุงเลือด เหมาะกับผู้เป็นโลหิตจางและผู้หญิงมีประจำเดือน
มากคุณค่าของ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงสมอง บรรเทาอาการอ่อนเพลีย
ไนอะซิน ทำให้ผิวหนังแข็งแรง และมีประสาทที่ฉับไว
แคโรทินในข้าวจะแปลงสภาพเป็นวิตามินเอในร่างกาย ช่วยบำรุงสายตา

ข้าวกล้องหอมมะลิแดง มีคุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการ โดยจะมีดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยในการป้องกันและบรรเทาโรคเบาหวานได้ดี และจากการทดสอบพบว่า ข้าวหอมมะลิแดงที่หุงสุกแล้วมีการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลกลูโคสในช่วงเวลา 20 นาทีแรกค่อนข้างช้า คือ 10.60 กรัมต่อ 100 กรัม และปริมาณน้ำตาลกลูโคสหลังจากย่อยผ่านไป 120 นาที มีค่าเพียง 8.59 กรัมต่อ 100 กรัม แสดงให้เห็นว่า ข้าวหอมมะลิแดงน่าจะเป็นข้าวพื้นเมืองที่มีดัชนีน้ำตาลที่เหมาะกับการส่งเสริมให้ผู้บริโภคที่อยู่ในภาวะปกติ หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รับประทาน เพราะเมื่อรับประทานข้าวชนิดนี้เข้าไปแล้ว ร่างกายจะมีปริมาณน้ำตาลกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นช้ากว่าข้าวเจ้าทั่วไป
ที่สำคัญในข้าวกล้องทุกชนิดจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ ทองแดง ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินอี ลูทีน สูง ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ แอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) คือสารที่สามารถขจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย ในข้าวกล้องหอมมะลิแดง มีสารทองแดง ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน วิตามินอี และลูทีนสูง ซึ่งการบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคความจำเสื่อม โรคไขข้ออักเสบ แก่เร็ว
(ที่มาข้อมูล: บทความคุณค่าทางโภชนาการของสายพันธุ์ข้าวท้องถิ่น, มูลนิธิข้าวขวัญ)
จากการทดสอบของ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดสกลนคร พบว่า เมื่อนำข้าวขัดหอมมะลิแดงที่หุงสุกแล้วมาทำการย่อยด้วยเอนไซม์ชนิดต่างๆ มีการขึ้นของระดับของน้ำตาลกลูโคสในระยะเวลา 20 นาทีแรกช้าที่สุด โดยมีค่า rapidly available glucose (RAG) เฉลี่ย 10.60 กรัมต่อ 100 กรัม จะได้ปริมาณน้ำตาลกลูโคสที่เหลือและย่อยต่อจนกระทั่งนาที 120 พบว่ามีปริมาณน้อยเช่นกันกล่าวคือมีร้อยละ 8.50
แสดงให้เห็นว่าข้าวหอมมะลิแดงน่าจะเป็นข้าวพื้นเมืองที่มีดัชนีน้ำตาลและเหมาะสมกับการส่งเสริมให้ผู้บริโภคที่อยู่ในภาวะปกติ หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ต้องพึ่งอินซูลินรับประทานเพราะทำให้เมื่อรับประทานข้าวชนิดนี้เข้าไปแล้ว เมื่อแป้งข้าวถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสทำให้น้ำตาลกลูโคสขึ้นช้ากว่าข้าวเจ้าทั่วๆไปดังจะเห็นในตารางที่ 1 ซึ่งข้าวเจ้าที่ใช้เป็นตัวควบคุมมีปริมาณดัชนีน้ำตาล หรือ rapidly available glucose (RAG) อยู่สูงมาก ซึ่งไม่เหมาะที่จะแนะนำให้กับผู้ป่วยเบาหวานเลือกรับประทาน สาเหตุที่มีปริมาณ RAG ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าใยอาหารที่เป็นองค์ประกอบในข้าวขัดหอมมะลิแดงเป็นตัวช่วยขัดขวางการขึ้นของระดับ น้ำตาลกลูโคส หลังจากรับประทานข้าวเข้าไปแล้ว จึงส่งผลให้ระดับกลูโคสที่ 20 นาทีแรกขึ้นอย่างช้าๆ
สารอาหารของข้าวกล้องหอมมะลิแดง
ธาตุเหล็ก 12 ม.ล./ก.ก.
สังกะสี 3.8 ม.ล./ก.ก.
ทองแดง 4.3 ม.ล./ก.ก.
วิตามิลอี 336.62 ไมโครกรัม/กรัม
เบต้าแคโรทีน 3.26 ไมโครกรัม/กรัม
ลูทีน 9.12 ไมโครกรัม/กรัม
โพลีฟีนอล 329.30 ม.ล./ 100 ก.
ORAC ?mol TE/กรัม 85.39
FRAP ?mol TE/กรัม 47.91
บทสรุปข้าวกล้องหอมมะลิแดง
ข้าวหอมมะลิแดงสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้เหมาะสำหรับควบคุมน้ำตาลสำหรับคนเป็นเบาหวาน ตัวอย่างและบุคคลอ้างอิงสอบถามได้ที่เครือข่ายอโศกกลุ่มนี้มีคนไข้ที่รักษาด้วยวิธีนี้ได้ผลมากมาย
ข้าวหอมมะลิแดง จากการทดสอบ เปรียบเทียบพบว่ามีวิตามิน แร่ธาตุ ที่สำคัญต่อร่างกาย มีอยู่ในปริมาณที่สูงมาก ดูในรายละเอียดว่าแต่ละชนิดสำคัญอย่างไร
ข้าวหอมมะลิแดงเป็นข้าวนาปี พันธุ์พื้นเมืองของไทย ปลูกได้ทุกภาค
ตอบสนองความต้องการคนที่ต้องการ ทานอาหารเป็นยา
ข้าวหอมมะลิแดงพันธุ์แท้ๆ จะทานนิ่ม และหอมมาก โดยเฉพาะขัดเป็นข้าวสารแล้วอร่อยมากเป็นพิเศษ แตคุณค่าอาหารจะน้อยลง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น